ISO / GMP / อย.

Disaster Recovery Plan คืออะไร? คู่มือ DRP, RTO & RPO สำหรับ SME ไทย 2026

DRP คืออะไร ทำไม SME ไทยต้องมี — คู่มือวาง Disaster Recovery Plan กำหนด RTO, RPO, เลือก DR Site และทดสอบ DR Drill อย่างมืออาชีพตามมาตรฐาน ISO 22301 สำหรับปี 2026

AF
ADS FIT Team
·8 นาที
Share:
🛡️

# Disaster Recovery Plan คืออะไร? คู่มือ DRP, RTO & RPO สำหรับ SME ไทย 2026

หลาย SME ไทยมักคิดว่า "บริษัทเรายังเล็ก จะเกิดภัยพิบัติใหญ่ๆ ได้ยังไง" แต่ความจริงคือ ภัยที่หยุดธุรกิจไม่ได้มีแค่ไฟไหม้หรือน้ำท่วม — Ransomware, ISP ดับ, Data Center โดน Cooling เสีย, Human Error ที่ลบ Database หลัก ล้วนเกิดขึ้นได้ทุกวัน และการไม่มี Disaster Recovery Plan ทำให้ SME ที่มีรายได้วันละหลักแสนต้องหยุดขาย 2-3 วัน ค่าเสียหายเกินหลักล้านบาทอย่างง่ายดาย

บทความนี้จะพาคุณเข้าใจ Disaster Recovery Plan (DRP), วิธีคำนวณ RTO (Recovery Time Objective) และ RPO (Recovery Point Objective), การเลือก DR Site ที่เหมาะกับงบประมาณ SME, และขั้นตอนทดสอบ DR Drill ที่ Auditor ISO 22301 ยอมรับในปี 2026

หลังอ่านจบ คุณจะมีเทมเพลต DRP ที่พร้อมไปปรับใช้กับองค์กรตัวเอง พร้อมประเมินได้ว่าต้องลงทุนเท่าไรถึงจะได้ระดับความพร้อมที่เหมาะกับธุรกิจ

Disaster Recovery Plan คืออะไร ต่างจาก Business Continuity Plan อย่างไร

Disaster Recovery Plan (DRP) คือเอกสารและกระบวนการที่บอกวิธี "กอบกู้ระบบ IT" กลับมาหลังเกิดเหตุ โดยเน้นที่โครงสร้างพื้นฐาน — เซิร์ฟเวอร์, ฐานข้อมูล, เครือข่าย, แอปพลิเคชัน — ต่างจาก Business Continuity Plan (BCP) ที่ครอบคลุมทั้งองค์กร รวมถึงคน, สถานที่, กระบวนการ, ซัพพลายเออร์

พูดง่ายๆ DRP เป็นส่วนย่อยของ BCP เฉพาะด้าน IT ซึ่ง SME ไทยที่ยังไม่พร้อมทำ BCP ฉบับเต็ม ควรเริ่มจาก DRP ก่อน เพราะภัยส่วนใหญ่ที่หยุดธุรกิจมักมาจากฝั่ง IT ไม่ว่าจะเป็น Cyberattack, Cloud Outage หรือ Hardware Failure

| เปรียบเทียบ | Disaster Recovery Plan | Business Continuity Plan |

|-------------|------------------------|--------------------------|

| ขอบเขต | IT Systems, Data | ทั้งองค์กร |

| จุดเน้น | Technical Recovery | Operational Continuity |

| ใช้ช่วงไหน | หลังเหตุเกิด | ก่อน-ระหว่าง-หลังเหตุ |

| ผู้ดูแลหลัก | IT, DevOps | CEO, COO, Risk Officer |

| มาตรฐานอ้างอิง | ISO 27031, NIST SP 800-34 | ISO 22301 |

RTO และ RPO คืออะไร ทำไมต้องกำหนดให้ชัด

ทั้ง RTO และ RPO เป็นตัวเลขที่ต้องตกลงกับฝั่งธุรกิจ ไม่ใช่ IT กำหนดเองฝั่งเดียว เพราะเกี่ยวข้องกับต้นทุนและความเสี่ยงที่องค์กรยอมรับได้

  • **RTO (Recovery Time Objective)** — ระยะเวลาสูงสุดที่ระบบหยุดได้ก่อนสร้างความเสียหายร้ายแรง เช่น 4 ชั่วโมง
  • **RPO (Recovery Point Objective)** — ข้อมูลที่ยอมสูญเสียได้มากที่สุด วัดเป็นเวลาระหว่าง Backup เช่น 15 นาที
  • **MTPD (Maximum Tolerable Period of Disruption)** — เวลาสูงสุดจริงๆ ที่หยุดได้ก่อนธุรกิจพัง ต้องมากกว่า RTO
  • **SLA** — พันธสัญญากับลูกค้า ต้องสอดคล้องกับ RTO/RPO ที่ตั้งไว้
  • ยิ่ง RTO/RPO ต่ำเท่าไร ค่าใช้จ่ายในการทำ DR ยิ่งสูงแบบทวีคูณ เพราะต้องใช้ Hot Site และ Replication แบบ Synchronous ขณะที่ RTO 24 ชั่วโมงอาจใช้แค่ Cold Site และ Daily Backup ก็พอ

    ขั้นตอนวาง DRP แบบทำได้จริงใน SME

    ขั้นตอนที่แนะนำสำหรับ SME ไทยที่มีทีม IT 3-10 คน:

  • Step 1: ทำ Business Impact Analysis (BIA) ประเมินว่าระบบไหนหยุดได้กี่ชั่วโมง และเสียหายเท่าไร
  • Step 2: จัดลำดับความสำคัญของระบบเป็น Tier 1 (ห้ามหยุด), Tier 2 (หยุดได้สั้นๆ), Tier 3 (หยุดได้ 1 วันขึ้นไป)
  • Step 3: กำหนด RTO/RPO ต่อระบบ ให้ฝั่งธุรกิจรีวิวและเซ็นอนุมัติ
  • Step 4: เลือกกลยุทธ์ DR ที่เหมาะ — Cold, Warm, Hot Site หรือ Cloud DRaaS
  • Step 5: เขียน Runbook ที่ระบุ Step-by-step ใครทำอะไร ใช้ Credentials ไหน มี Contact List ครบ
  • Step 6: ทดสอบ Tabletop Exercise ทุก 6 เดือน และ Full Failover Drill อย่างน้อยปีละครั้ง
  • Step 7: อัปเดต DRP ทุกครั้งที่ระบบหลักเปลี่ยน เช่น ย้าย Cloud Provider หรือเพิ่ม Application ใหม่
  • Comparison: Cold vs Warm vs Hot Site vs Cloud DRaaS

    เลือก DR Strategy ให้เหมาะกับงบประมาณและความเสี่ยง:

    | หัวข้อ | Cold Site | Warm Site | Hot Site | Cloud DRaaS |

    |--------|-----------|-----------|----------|-------------|

    | RTO | 24-72 ชม. | 4-24 ชม. | < 1 ชม. | 15 นาที - 4 ชม. |

    | RPO | 24 ชม. | 1-4 ชม. | < 15 นาที | < 15 นาที |

    | ค่าใช้จ่าย | ต่ำ | ปานกลาง | สูงมาก | ยืดหยุ่น (Pay-as-you-go) |

    | เหมาะกับ | SME Tier 3 | SME Tier 2 | Enterprise, Fintech | SME ถึง Enterprise |

    | ความซับซ้อน | ต่ำ | ปานกลาง | สูง | ปานกลาง |

    สำหรับ SME ไทยส่วนใหญ่ Cloud DRaaS จาก AWS, Azure หรือ Google Cloud เป็นคำตอบที่คุ้มที่สุด เพราะจ่ายตามการใช้งานจริง และเปิด Failover ได้ในไม่กี่นาทีโดยไม่ต้องลงทุน Hardware คู่

    สรุป + ขั้นตอนถัดไป

    Disaster Recovery Plan ไม่ใช่เอกสารที่ IT ทำไปแปะให้ Auditor แล้วลืม แต่คือการฝึกซ้อมจริงและอัปเดตต่อเนื่อง เพื่อให้เมื่อเกิดเหตุ ทุกคนรู้ว่าต้องทำอะไรภายในกี่นาที

    Key takeaways:

  • เริ่มจาก BIA เพื่อให้ RTO/RPO สะท้อนความเสี่ยงจริงของธุรกิจ
  • SME ไทยควรเริ่มจาก Cloud DRaaS ก่อนลงทุน Hot Site
  • ทดสอบ DR Drill ปีละครั้งเป็นอย่างน้อย ไม่งั้นแผนจะ Outdate
  • เชื่อม DRP เข้ากับ Incident Response Plan และ PDPA Breach Notification
  • ต้องการผู้เชี่ยวชาญช่วยวาง DRP ให้สอดคล้องกับ ISO 22301, NIST SP 800-34 และ PDPA ของไทย? ทีม ADS FIT พร้อมให้คำปรึกษาครอบคลุมตั้งแต่ BIA, Architecture Design, DR Drill Runbook ติดต่อเราที่ contact@adsfit.co.th หรืออ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Business Continuity บนบล็อก ADS FIT

    Tags

    #Disaster Recovery#DRP#RTO#RPO#Business Continuity#BCP

    สนใจโซลูชันนี้?

    ปรึกษาทีม ADS FIT ฟรี เราพร้อมออกแบบระบบที่ฟิตกับธุรกิจของคุณ

    ติดต่อเรา →

    บทความที่เกี่ยวข้อง